บทที่ 7 วันที่ฉันไม่เหลือใคร
ตอนที่ 7. วันที่ฉันไม่เหลือใคร
ภาพในความทรงจำยังคงไหลย้อนกลับมาอย่างต่อเนื่อง แพรวพรรณยังคงนอนนิ่งอยู่บนเตียงในห้องของตัวเองดวงตาของเธอปิดสนิท แต่หัวใจกลับเหมือนกำลังย้อนเวลากลับไปยังคืนนั้นอีกครั้ง คืนที่เธอวิ่งฝ่าสายฝนไปโรงพยาบาลด้วยความหวังเพียงอย่างเดียว...
ขอให้พ่อยังมีชีวิตอยู่ แต่ความหวังนั้นกลับพังทลายลงในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
“หนูแพรวพรรณใช่ไหมครับ?” เสียงของคุณหมอดังขึ้นตรงหน้าห้องฉุกเฉิน เด็กสาววัยสิบห้าปีที่นั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่บนเก้าอี้รีบเงยหน้าขึ้นเนื้อตัวของเธอยังเปียกโชกจากการวิ่งฝ่าสายฝนมา ผมเปียกแนบแก้มเสื้อผ้าเปียกจนเย็นเฉียบ แต่เธอไม่รู้สึกถึงความหนาวเลยสักนิดเพราะสิ่งเดียวที่เธอสนใจคือคนที่อยู่หลังประตูห้องฉุกเฉิน
“พ่อหนูล่ะคะ?”
เสียงเล็ก ๆ สั่นเครือคุณหมอนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนถอนหายใจเบา ๆ
“หมอเสียใจด้วยนะครับ”
แพรวพรรณมองหน้าเขาอย่างไม่เข้าใจ “...คะ?”
“คุณพ่อของหนูเสียชีวิตแล้วครับ”
โลกทั้งใบของเด็กสาวเหมือนหยุดนิ่ง “ไม่จริง...”
เธอส่ายหน้า “ไม่จริงค่ะ เมื่อเช้าพ่อยังบอกว่าจะทำของโปรดให้หนูกินอยู่เลย”
น้ำตาไหลออกมาไม่หยุด “คุณหมอช่วยพ่อหนูไม่ได้เหรอคะ?”
คุณหมอมองเด็กสาวตรงหน้าอย่างสงสาร
“หมอพยายามเต็มที่แล้วครับ”
“ไม่จริง...” แพรวพรรณลุกขึ้นจากเก้าอี้ขาของเธอสั่นจนแทบยืนไม่อยู่
“หนูขอเข้าไปหาพ่อได้ไหมคะ?”
คุณหมอพยักหน้าเบา ๆ แต่เด็กสาวกลับไม่ก้าวเข้าไปเธอยืนนิ่งอยู่หน้าประตูห้องฉุกเฉิน ก่อนจะทรุดตัวลงกับพื้นเสียงร้องไห้ดังขึ้นอย่างกลั้นไม่อยู่
“ฮือ...พ่อ...” เธอกอดตัวเองแน่น
“พ่ออย่าทิ้งแพรวสิ...”
ไม่มีคำตอบ ไม่มีมือของพ่อมาลูบหัวเหมือนทุกครั้ง
ไม่มีเสียงที่คอยบอกว่าไม่เป็นไร เหลือเพียงความเงียบ...และความจริงที่ว่า ตั้งแต่วินาทีนั้น เธอไม่มีพ่ออีกแล้ว
เด็กสาวนั่งร้องไห้อยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง ไม่มีแม่ ไม่มีพี่น้องไม่มีญาติที่เธอรู้จัก ไม่มีใครให้กลับไปหา
จนกระทั่งเสียงฝีเท้าค่อย ๆ ดังเข้ามาใกล้หญิงชราคนหนึ่งเดินเข้ามา เธอสวมเสื้อคลุมเรียบง่าย ใบหน้าเต็มไปด้วยความเป็นห่วงหญิงชราหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเด็กสาวก่อนจะค่อย ๆ นั่งลงข้าง ๆ
“หนู...”
แพรวพรรณเงยหน้าขึ้นทั้งน้ำตา หญิงชรามองเธอด้วยแววตาอ่อนโยน
“หนูเป็นลูกของผู้ชายที่เกิดอุบัติเหตุเมื่อครู่นี้ใช่ไหม?”
เด็กสาวพยักหน้า “ค่ะ...”
“แล้วหนูมาคนเดียวเหรอ?”
แพรวพรรณก้มหน้าลง “ค่ะ”
“แม่ของหนูล่ะ?” เด็กสาวเม้มริมฝีปาก
ก่อนตอบด้วยเสียงแผ่วเบา
“หนูไม่มีแม่ค่ะ”
หญิงชรานิ่งไป “แล้วญาติคนอื่นล่ะ?”
แพรวพรรณส่ายหน้า “ไม่มีค่ะ”
“แล้วต่อจากนี้หนูจะอยู่ยังไง?”
คำถามนั้นทำให้เด็กสาวชะงัก แพรวพรรณไม่รู้จะตอบอย่างไรเธอก้มหน้าลงมองมือของตัวเองก่อนพูดออกมาทั้งน้ำตา
“หนูไม่รู้ค่ะ...”
เสียงของเธอสั่น “ถ้าไม่มีพ่อ...หนูก็ไม่มีเงินจ่ายค่าบ้าน”
หญิงชรามองเธออย่างตั้งใจฟัง “แล้วหนูจะทำยังไง?”
“คงต้องย้ายออกค่ะ” แพรวพรรณพยายามกลั้นเสียงสะอื้น
“เจ้าของบ้านบอกว่าถ้าสิ้นเดือนยังไม่มีเงิน หนูต้องออกจากบ้าน”
คำพูดนั้นทำให้หญิงชราเงียบไป เด็กสาววัยเพียงสิบห้าปีเพิ่งสูญเสียพ่อ แต่สิ่งที่เธอกำลังกังวลกลับไม่ใช่เพียงเรื่องความเสียใจเธอกำลังกังวลว่า... พรุ่งนี้จะเอาชีวิตรอดอย่างไร
หญิงชรามองเด็กสาวอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยื่นมือออกมามือที่แม้จะเหี่ยวย่นตามวัย แต่กลับอบอุ่นอย่างประหลาด
“ถ้าอย่างนั้น...” แพรวพรรณเงยหน้าขึ้น
“ไปอยู่กับย่าไหม?”
เด็กสาวมองหญิงชราอย่างไม่เข้าใจ “คะ?”
“บ้านย่ายังมีห้องว่าง” หญิงชรายิ้มอ่อนโยน
“หนูไม่ต้องจ่ายค่าเช่า ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีข้าวกิน”
แพรวพรรณมองมือที่ยื่นมาตรงหน้าน้ำตายังคงไหล
“แต่หนู...”
“ไม่เป็นไร” หญิงชราพูดขึ้นทันที
“หนูไม่ต้องตอบแทนอะไรย่าหรอกแค่ตั้งใจเรียน เป็นเด็กดี แล้วใช้ชีวิตต่อไปก็พอ”
แพรวพรรณมองหญิงชราตรงหน้า เธอไม่รู้ว่าควรเชื่อคนแปลกหน้าหรือไม่แต่ในวันที่เธอไม่เหลือใคร...มือข้างนี้กลับเป็นมือแรกที่ยื่นเข้ามาหาเธอ เด็กสาวค่อย ๆ ยื่นมือไปจับมือของหญิงชรา
“หนู...ไปอยู่กับคุณย่าได้จริง ๆ เหรอคะ?”
หญิงชรายิ้ม “ได้สิ”
แพรวพรรณร้องไห้ออกมาอีกครั้งแต่คราวนี้...น้ำตาไม่ได้มีเพียงความสูญเสีย
มันมีความรู้สึกบางอย่างที่เธอไม่เคยได้รับมาก่อน
ความรู้สึกว่าตัวเองยังมีที่ให้กลับไป
หญิงชราลูบศีรษะของเธอเบา ๆ
“ต่อจากนี้ไม่ต้องกลัวแล้วนะถ้าหนูไม่มีพ่อแล้ว”
หญิงชรากระชับมือของเด็กสาว “อย่างน้อยหนูก็ยังมีคนให้เรียกว่า ‘คุณย่า’ ”
แพรวพรรณร้องไห้สะอึกสะอื้น ก่อนโผเข้ากอดหญิงชราอย่างลืมตัว
“ขอบคุณค่ะ...” เสียงเล็ก ๆ ดังอยู่ท่ามกลางทางเดินของโรงพยาบาล
และตั้งแต่วันนั้น...ชีวิตของแพรวพรรณก็เปลี่ยนไปตลอดกาล บ้านหลังหนึ่งเปิดประตูต้อนรับเด็กสาวที่ไม่เหลือใคร
อาหารหนึ่งมื้อถูกแบ่งให้เธอ ห้องหนึ่งห้องถูกเตรียมไว้ให้เธอและคำว่า ครอบครัว ที่เธอคิดว่าตัวเองสูญเสียไปพร้อมกับพ่อ...กลับถูกส่งคืนมาในรูปแบบของหญิงชราผู้ใจดีคนหนึ่ง
แพรวพรรณลืมตาขึ้นบนเตียงในปัจจุบันน้ำตายังคงไหลลงข้างแก้มเธอยกมือขึ้นเช็ดมันช้า ๆ
หลายปีที่ผ่านมา...คุณย่าไม่เคยทำให้เธอรู้สึกว่าเป็นคนนอก ไม่เคยถามว่าเธอจะตอบแทนอะไร ไม่เคยทวงบุญคุณ และไม่เคยปล่อยให้เธอรู้สึกว่าเป็นเพียงเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยง
สำหรับแพรวพรรณ...คุณย่าคือครอบครัว คือบ้าน คือคนที่ทำให้เด็กผู้หญิงวัยสิบห้าปีในวันนั้นยังสามารถเติบโตขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นต่อให้พินัยกรรมจะบังคับให้เธอต้องแต่งงานกับองศา...
เธอก็ไม่อาจปฏิเสธได้
ไม่ใช่เพราะสมบัติ ไม่ใช่เพราะบ้านสามหลัง และไม่ใช่เพราะตำแหน่งเลขา แต่เพราะผู้หญิงคนหนึ่ง...
เคยยื่นมือมาช่วยเธอในวันที่ทั้งโลกหันหลังให้
แพรวพรรณหลับตาลงอีกครั้ง “คุณย่า...”
เสียงกระซิบแผ่วเบาหลุดออกมา “หนูจะทำตามที่คุณย่าต้องการนะคะ”
แต่สิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือ...ในห้องอีกฝั่งของบ้านองศาเองก็กำลังนั่งนิ่งอยู่ริมหน้าต่าง และคำพูดของเธอในคืนนั้น...“ฉันไม่มีญาติที่ไหน”ยังคงติดอยู่ในความคิดของเขาไม่หาย ชายหนุ่มไม่รู้เลยว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นเคยสูญเสียอะไรไปบ้าง และไม่รู้ด้วยว่า...ในวันที่เขาเสียพ่อแม่ไปพร้อมกันเด็กผู้หญิงอีกคนก็สูญเสียพ่อของตัวเองในคืนเดียวกันเพียงแต่ทั้งสองคน..เติบโตมาพร้อมกับความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับอุบัติเหตุครั้งนั้นมาตลอด
